Facebook Content 22-24-02
จะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้างหากเดินทางไปต่างถิ่นต่างแดน ไปในสถานที่ที่เราไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินทาง อาหารการกิน รวมไปถึงผู้คนท้องถิ่น ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเราต้องเจอกับเหตุการณ์อะไรบ้าง หรืออาหารพื้นเมืองของเขาจะถูกกับเราหรือป่าว อาจจะเกิดการฉกฉิ่งวิ่งราว หรืออาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นก่อนการเดินทางทุกครั้งเราควรศึกษาสถานที่เหล่านั้นก่อนเพื่อที่เราจะได้มีการเตรียมตัวเบื้องต้น แต่เราสามารถลดความเสี่ยงนั้นได้โดยการซื้อประกันการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในประเทศ หรือการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งมีให้เราได้เลือกสรรมากมาย แล้วเราจะทำยังไงดี ซื้อที่ไหน ของบริษัทอะไร แล้วต้องมีความคุ้มครองอะไรบ้าง วันนี้ น้องกันเอง มี 10 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อประกันการเดินทางมาฝาก

 

1. การวางแผนที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

     การเดินทางท่องเที่ยวของเราในครั้งนี้ต้องไม่พลาด ดังนั้น เราต้องมีการเตรียมความพร้อม ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้ก่อนว่าเราจะไปเที่ยวต่างประเทศหรือเที่ยวในประเทศและต้องมีการจัดเตรียมอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น การทำพาสปอร์ตใหม่ การต่ออายุพาสปอร์ต หรือแม้กระทั้งการทำวีซ่า ถ้าเตรียมเอกสารครบแล้วเราก็ไปจัดกระเป๋ากันเลยค่ะ อย่าลืมเช็คสภาพอากาศสถานที่ที่เราจะไปด้วยนะคะ เราจะได้จัดเตรียมเสื้อผ้าไปได้อย่างเหมาะสม  

     และก่อนการเดินทางทุกคนมักมีการวางแผนการเดินทางและงบประมาณในการเดินทางเอาไว้แล้ว นั่นเพราะว่ามันจะช่วยให้เราสามารถรู้ว่าเราจะไปที่ไหน ทำกิจกรรมอะไรบ้างและสามารถคำนวนค่าใช้จ่าย แถมยังช่วยให้การท่องเที่ยวและการเดินทางของเรา เป็นไปได้อย่างราบรื่นและตรงใจเราที่สุด ซึ่งประกันภัยการเดินทางควรจะเป็น 1 สิ่งสำคัญ ที่ต้องถูกใส่เอาไว้ในแผนงบประมาณการเดินทางของเราด้วย

 

2. จะตัดสินใจซื้อได้ยังไงหากยังไม่ทราบว่ามีความคุ้มครองอะไรให้เราบ้าง

     ประกันการเดินทางมีหลากหลายแผน มีทั้งประกันที่คุ้มครองการเดินทางในประเทศและการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งแต่ละแบบนั้น มีความคุ้มครองที่เด่นและแตกต่างกันออกไป อาทิเช่น บางแผนประกันการเดินทางโดดเด่นในเรื่องค่ารักษาพยาบาล บางแผนประกันการเดินทางโดดเด่นในเรื่องของการคุ้มครองสัมภาระและทรัพย์สิน เป็นต้น ดังนั้นเราต้องรู้ถึงความคุ้มครองและเลือกประกันการเดินทางที่ใช่สำหรับเรา

     ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อประกันการเดินทาง เราควรรู้ความคุ้มครองหลักๆ นั้นมีอะไรบ้าง น้องกันเอง ยกตัวอย่างความคุ้มครองมาให้ทราบคร่าวๆ เป็นบางหัวข้อนะคะ

     2.1.) คุ้มครองเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุ มีไว้เพื่อคุ้มครองในส่วนของค่ารักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดอาการเจ็บป่วย(ยกเว้นโรคประจำตัว) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งตอนเลือกซื้อประกันอย่าลืมตรวจสอบว่าวงเงินคุ้มครองครอบคลุมตามความต้องการหรือไม่ค่ะ

     2.2.) คุ้มครองหากเกิดปัญหาที่ทำให้การเดินทางไม่ราบรื่น อาทิเช่น การยกเลิกตั๋วเครื่องบิน เที่ยวบินล่าช้า หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทาง ความคุ้มครองนี้เหมาะกับครอบครัวที่วางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ แต่มีคนในครอบครัวเกิดป่วยหนักขึ้นมาก่อน ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ต้องยกเลิกการเดินทางกระทันหัน ความคุ้มครองส่วนนี้จะช่วยชำระเงินให้กับค่าบริการต่างๆที่เราได้จ่ายไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้บริการนะคะ อีกกรณีหากเป็นเที่ยวบินล่าช้า เที่ยวบินยกเลิก เราก็สามารถเคลมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้เช่นกันค่ะ หากปัญหานั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของสายการบินค่ะ

     2.3.) ผู้ช่วยในระหว่างการเดินทางทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน สำหรับนักเดินทางสายลุยที่ชอบไปสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติหรือเมืองเล็กๆ เมื่อเจ็บป่วยขั้นรุนแรง อาจจะไม่มีโรงพยาบาลที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมรักษา ทางประกันจะช่วยประสานงานเพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อดำเนินการรักษาค่ะ

     2.4.) คุ้มครองสัมภาระและทรัพย์สิน รวมถึงเอกสารสำคัญในการเดินทาง หากเกิดความเสียหายและสูญหายค่ะ หากเราต้องไปในที่ที่แออัดวุ่นวาย ความคุ้มครองนี้จะทำให้คุณสบายใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะหากสัมภาระหรือทรัพย์สินถูกฉกชิง วิ่งราวขึ้นมา เราสามารถที่จะขอเคลมได้ รวมถึงหากเดินทางแล้วกระเป๋าเดินทางเกิดหาย หรือเกิดการชำรุดเสียหายจากการขนย้ายในสนามบิน ก็เคลมได้เช่นกันค่ะ

       ความคุ้มครองของประกันการเดินทางยังมีอีกมากมายเลยค่ะ ขึ้นอยู่กับที่เราตัดสินใจซื้อแผนความคุ้มครองแบบไหนที่ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเงินชดเชยรายได้กรณีเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยในหากเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง รวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกหากเราทำให้เกิดความสูญเสียหรือเสียหายของร่างกายและทรัพยสินของบุคคลอื่นด้วยค่ะ เรื่องความคุ้มครองของประกันเดินทางยังไง น้องกันเอง ขออนุญาตมาเล่าเรื่องความคุ้มครองในแต่ละหัวข้อโดยละเอียดอีกครั้งนะคะ 

     เมื่อทราบถึงความคุ้มครองแล้ว เราก็ไม่ควรพลาดที่จะศึกษาข้อยกเว้นต่างๆกันด้วยนะคะ อาทิเช่น การเดินทางไปประเทศไหน สถานที่ไหนบ้าง ว่าการทำประกันการเดินทางให้คุ้มครองหรือไม่ หรือถ้าไปเล่นกีฬาโลดโผน ประกันเดินทางอาจจะไม่คุ้มครองอย่างเช่น การปีนเขา ยังไงการศึกษาความคุ้มครองและข้อยกเว้นถือเป็นอีกข้อหลักๆที่เราต้องทราบก่อนการตัดสินใจซื้อประกันการเดินทางค่ะ

 

3. เลือกได้แล้ว ซื้อแล้ว ความคุ้มครองเริ่มตอนไหน?

     อีกหนึ่งความสำคัญที่เราต้องสนใจ คือ ซื้อแล้วคุ้มครองเลยไหม มีระยะเวลาในการคุ้มครองอย่างไรบ้าง เพราะจะทำให้เราวางแผนได้ถูกต้องว่าเราควรซื้อประกันการเดินทางก่อนการเดินทางจริงกี่วันหรือกี่ชั่วโมง อย่างเช่น ถ้าเดินทางไปต่างประเทศการซื้ออาจจะใช้เวลาการตกลงซื้อล่วงหน้าอย่างช้าเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นก็ได้ หรือหากเป็นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอาจจะมีระยะเวลาในการซื้อล่วงหน้า 1-2 วัน แต่อย่างไรแล้ว เราควรมีการจัดเตรียมการซื้อประกันการเดินทางไว้ล่วงหน้าและเราไม่ควรที่จะซื้อแบบกระชั้นชิดมากเกินไปค่ะ

     นอกจากระยะเวลาในการซื้อแล้ว เราก็ควรต้องรู้ว่า จะคุ้มครองเราต่อเมื่อมีการชำระเงินเรียบร้อยแล้วจะเริ่มคุ้มครองเลยไหม หรือจะคุ้มครองเราเมื่อเดินทางเท่านั้น และจะสิ้นสุดความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันการเดินทางเมื่อไหร่ เช่น กรณีเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ จะมีให้ความคุ้มครองก่อนออกเดินทางจากประเทศไทย 2 ชั่วโมง และจะสิ้นสุดความคุ้มครองหลังจากกลับมาถึงประเทศไทย 2 ชั่วโมงเท่านั้น หรือหากเป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะเริ่มต้นความคุ้มครองเมื่อเดินทางออกจากที่อยู่อาศัยของผู้เอาประกัน และจะสิ้นสุดความคุ้มครองเมื่อเดินทางกลับมาถึงที่อยู่อาศัยของผู้เอาประกันค่ะ  เมื่อเราทราบแล้วว่าซื้อประกันการเดินทางแล้วคุ้มครองเมื่อไหร่ เราต้องคำนึงถึงเอกสารกรมธรรม์ด้วยค่ะ ว่าเราจะได้รับผ่านช่องทางไหน เช่น e-mail หรือทาง message ค่ะ ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจในกรมธรรม์ประกันการเดินทางที่เราเลือกซื้อให้ละเอียดครบถ้วนด้วยจะดีมากๆค่ะ

 

4. จำเป็นหรือไม่ที่ต้องซื้อประกันการเดินทาง

    ถ้าจะบอกว่าการซื้อประกันการเดินทางนั้นจำเป็นหรือไม่จำเป็นมันอาจจะยาก ดังนั้น แนะนำว่าเราลองมาแยกว่าเราจำเป็นที่จะต้องซื้อประกันการเดินทางกันหรือไม่ค่ะ ถ้าเราไปประเทศที่ต้อง ยื่นขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) เราจำเป็นต้องมีประกันการเดินทางที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโร หรือ 1,500,000 บาท ซึ่งแต่ละประเทศยังมีการกำหนดรายชื่อบริษัทประกันที่สามารถนำมาใช้ยื่นวีซ่าเอาไว้ด้วย รวมทั้งประเทศอื่น ที่ต้องใช้วีซ่าก็อาจมีการขอเรียกดูประกันภัยการเดินทางด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าเราต้องการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มนี้ เราจำเป็นต้องทำประกันการเดินทางอย่างแน่นอน!

     แต่ถ้าหากเราเดินทางท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์ เพราะปกติแล้วบริษัททัวร์ที่มีมาตรฐานจะมีประกันภัยให้กับคณะทัวร์อยู่แล้ว (ไม่มีถือว่าผิดกฎหมาย) แต่เราต้องดูรายละเอียดความคุ้มครองว่าจะได้รับประกันที่ครอบคลุมขนาดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจทัวร์หรือการจัดหาของบริษัททัวร์ โดยที่เราสามารถสอบถามความคุ้มครองกับบริษัททัวร์ก่อนตัดสินใจได้ หากประกันที่ทัวร์จัดทำให้นั้นครอบคลุมเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันเพิ่ม แต่ถ้าเราไม่พอใจ จะซื้อประกันเพิ่มไว้เองก็ย่อมได้

     แต่ถ้าเราเดินทางภายในประเทศ และมีประกันอุบัติเหตุ (PA) ซึ่งครอบคลุมอุบัติเหตุทางเครื่องบินพาณิชย์อยู่แล้ว เราก็อาจไม่จำเป็นต้องซื้อประกันเดินทางเพิ่ม แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับในกรณีกระเป๋าหาย หรือเที่ยวบินล่าช้าด้วยว่า เราจะไม่ได้ค่าชดเชยจากประกันประเภทนี้ นอกจากค่าชดเชยตามกฎหมายของสายการบินเท่านั้นค่ะ

 

5. ซื้อประกันเดินทางแบบรายเที่ยว หรือ ประกันเดินทางแบบรายปี แบบไหนเหมาะกับเรา

    ประกันภัยการเดินทางแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ประกันการเดินทางเที่ยวเดียว และประกันการเดินทางรายปี ซึ่งทั้งนี้ก็มีรายละเอียดความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไปนั่นเองค่ะซึ่งประกันการเดินทางรายเที่ยว เหมาะกันคนที่เดินทางไม่บ่อยและเราจ่ายตามวันเดินทางจริง  ส่วนประกันการเดินทางรายปีเหมาะสำหรับคนที่เดินทางบ่อยต้องการซื้อครั้งเดียวจบและมีความคุ้มครองไม่จำกัดจำนวนครั้งเดินทาง

    สรุปง่ายๆว่า การซื้อประกันภัยการเดินทางแบบรายเที่ยวนั้น เหมาะสำหรับการเดินทางแบบช่วงเวลาสั้นๆ ที่เป็นวันหยุดตามเทศกาล วันหยุดประจำปี  หรืออาจจะมีโปรโมชั่นเที่ยวบินราคาประหยัด แต่ถ้าหากเราเดินทางมากกว่า 3 ครั้งต่อปี แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สั้นๆ เช่น เดินทางไปประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือเที่ยวญี่ปุ่น เราอาจจะพิจารณาเลือกซื้อเป็นแผนประกันภัยการเดินทางแบบรายปีแทนจะดีกว่าค่ะ ซึ่งจะช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับการซื้อประกันภัยและเลือกแผนประกันใหม่ทุกครั้ง และที่สำคัญ ประหยัดเงินในกระเป๋าของเราได้เพิ่มขึ้นเลยทีเดียว

 

6. ควรแยกประกันภัยการเดินทาง กับประกันอุบัติเหตุออกจากกัน

   หลาย คนมักจะคิดว่าแค่มีประกันอุบัติเหตุก็น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงประกันอุบัติเหตุจะคุ้มครองกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่หากคุณเกิดเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุทรัพย์สินสำคัญสูญหายในระหว่างที่เดินทางอยู่ต่างประเทศ เราอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองใด ทั้งสิ้น ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อประกันภัยลองดูรายละเอียดของกรมธรรม์ก่อน ว่าเป็นประกันประเภทใด และครอบคลุมความคุ้มครองในส่วนไหนบ้าง

 

7. ยอมเสียเวลา อ่านให้ละเอียด

    ดังที่กล่าวไว้ในข้อที่แล้ว เราจำเป็นต้องอ่านรายละเอียดของกรมธรรม์ให้ครบถ้วน ทั้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการคุ้มครองต่าง โดยจะต้องอ่านให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วนก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อประกันภัยการเดินทาง เพราะความคุ้มครองบางข้อมีเงื่อนไขที่เฉพาะจงเจาะ และเราจำเป็นต้องรับทราบให้ครบถ้วนก่อน พร้อมทั้งลองพิจารณาดูว่าความคุ้มครองเหล่านั้น เหมาะสมกับการเดินทางครั้งนี้ของเราหรือไม่

 

8. ประกันภัยการเดินทางไม่ได้คุ้มครองทุกประเทศ

    เราคงคิดว่าความคุ้มครองของประกันภัยการเดินทาง จะครอบคลุมทุกพื้นที่ในโลกใบนี้ แต่เปล่าเลย เพราะยังมีหลายประเทศที่ประกันภัยการเดินทางไม่ครอบคลุมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะสงคราม ประเทศที่กำลังมีโรคระบาดในขณะนั้น เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องอ่านเงื่อนไขและสอบถามบริษัทประกันภัยให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะประเทศที่เรากำลังจะเดินทางไปอาจไม่อยู่ในความคุ้มครองก็ได้นะคะ

 

9. ประกันการเดินทางไม่คุ้มครองโรคประจำตัว

     ในการทำประกันภัยการเดินทางนั้น แม้ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพก่อนที่จะทำประกันก็จริง แต่เราจะต้องแจ้งบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเราด้วย เนื่องจากโรคประจำตัวไม่ได้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุระหว่างการท่องเที่ยว ทำให้บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธความคุ้มครองของเราได้นะคะ

 

10.ซื้อประกันการเดินทางผ่านช่องทางไหนดี

     การเลือกซื้อแผนประกันภัยกับบริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียงและไว้ใจได้ เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกแผนประกันภัยการเดินทางที่เหมาะสมกับการเดินทางของคุณ บางคนอาจจะมองว่าไม่สำคัญ เลือกซื้อกับบริษัทใดก็ได้ เพราะแผนประกันเดินทางก็เหมือนๆกัน แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดเคลม และคุณต้องการขอคำปรึกษา หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ คุณจะรู้สึกประทับใจกับการทำงานของบริษัทประกันภัยที่มีบริการความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก ที่ให้ความช่วยเหลือและประสานงานได้อย่างทันท่วงที และจ่ายเคลมรวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อมากกว่าใช่ไหมละ

     จริงๆแล้วไม่ว่าจะซื้อประกันการเดินทางผ่านบริษัทประกันโดยตรงหรือผ่านตัวแทน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของเราเลยเพราะตอนนี้ประกันการเดินทาง สามารถซื้อได้ง่ายๆผ่านช่องทางออนไลน์ ถ้าจะผ่านตัวแทนขอให้ดูให้ดีว่า ไว้ใจได้ ไม่หลอก ไม่โกง สามารถตรวจสอบได้ และอำนวยความสะดวกให้เราได้เป็นอย่างดี แต่หากเราซื้อผ่านตัวแทนที่ไว้ใจได้เขาจะสามารถให้คำแนะนำเลือกรูปแบบการประกันที่เราจะซื้อได้หลากหลาย และเหมาะสมตรงกับที่เราต้องการ และยังสามารถเป็นคนกลางในการเจรจาต่อรองกับบริษัทประกันให้เราได้หากมีอะไรที่เราต้องการให้เขาช่วยเหลือ ซึ่งเป็นอีก 1 ช่องทางที่น่าสนใจมากในตอนนี้ค่ะ

 

เมื่อรู้ถึง 10 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อประกันการเดินทางแล้ว ลองหาประกันการเดินทางที่ตรงกับความต้องการของเราดูค่ะ แต่หากยังไม่มั่นใจ สามารถแซทมาคุยกับโปรประกันได้เลยนะคะ ทีมงานชือProprakan ยินดีตอบทุกคำถาม ด้วยความเต็มใจ

น้องกันเอง

บทความนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ น้องกันเองอยากแชร์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ
หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ [email protected] หรือโทร 02-343-1000 (จันทร์-เสาร์ 07.00-21.00 น.)
#ประกันรถยนต์สุดคุ้ม ไม่คุย..ก็ไม่รู้ว่าคุ้ม
แชร์บทความนี้ :